? ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับปะการัง « ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับปะการัง

ปัญหาหลักที่ยังคงเกิดขึ้นกับแนวปะการังในประเทศไทย นอกเหนือจากปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้ว ในปัจจุบันมีปัญหาภัยคุกคามที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่

1. การลักลอบทำการประมงตามเกาะที่อยู่ห่างไกลจากหน่วยตรวจของอุทยานฯ : (เช่น เกาะบอน กองหินริเชลิว กองหินม่วง-หินแดง) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลาช้านาน มีการแจ้งข่าวจากเรือท่องเที่ยวดำน้ำว่ามีการลักลอบทำการประมงโดยปั่นไฟใช้อวนล้อมอยู่เสมอ การแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่อยู่ประจำการตามเกาะต่างๆมีจำนวนน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงไม่สามารถออกตรวจตราการลักลอบกระทำผิดได้ เนื่องจากไม่มีความปลอดภัยทั้งในด้านการเดินเรือขนาดเล็ก และการเข้าจับกุมผู้กระทำผิด ในการแก้ไขปัญหามีความจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการตรวจตราจากหน่วยงานอื่นด้วย เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ ฯลฯ รวมทั้งขอความร่วมมือจากบุคคลทั่วไปในการแจ้งข่าวการลักลอบกระทำผิด โดยต้องมีหลักฐานประกอบ

2. การพัฒนาชายฝั่ง : เช่นการก่อสร้างที่มีการเปิดหน้าดิน ขุดลอกพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อกิจการต่างๆ เช่น ทำถนน ก่อสร้างอาคาร ฯลฯ มีหลายแห่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องตะกอนถูกชะลงสู่ทะเลในช่วงฤดูฝน หลายแห่งยังมีการจัดการป้องกันไม่ให้ตะกอนถูกพัดพาลงสู่ทะเลไม่ดีพอ เช่น บริเวณหน้าสนามบินภูเก็ตที่กำลังมีการก่อสร้างขยายเพิ่มเติม และบริเวณอ่าวอื่นๆ ทางชายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต เป็นต้น ในหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น เกาะสมุย เกาะเต่า ก็มีปัญหาเรื่องนี้ ปัญหาในเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้หากมีการติดตามควบคุมให้มีการก่อสร้างเป็นไปตามที่กำหนดในมาตรการของ EIA อย่างจริงจัง

3. การลักลอบปล่อยน้ำเสียลงทะเล : เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดภูเก็ต ถึงแม้ว่ามีระเบียบข้อบังคับให้โรงแรมที่มีขนาดใหญ่ (จำนวนห้องเกินกว่า 80 ห้อง ขึ้นไป) ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล แต่ก็ยังมีข่าวว่ามีการลักลอบปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด อ่าวป่าตองที่จังหวัดภูเก็ตมีชุมชนขนาดใหญ่ มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมสำหรับชุมชน แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับน้ำเสียทั้งหมดได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังในจุดที่เห็นได้ชัดคือบริเวณตอนในของอ่าวป่าตอง พบว่าแนวปะการังตรงจุดนั้นเสื่อมโทรมลง ปัญหาเช่นนี้ยังพบเห็นชัดเจนตามอ่าวอื่นๆ เช่น อ่าวกะตะ หาดไนยาง (เกาะภูเก็ต) อ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัม (เกาะพีพีดอน) เป็นต้น นอกจากน้ำเสียที่ปล่อยทางบกแล้ว น้ำเสียยังมาจากเรือท่องเที่ยว ในหลายพื้นที่มีเรือท่องเที่ยวเข้าไปจอดเป็นจำนวนมาก เช่นอ่าวมาหยา (เกาะพีพีเล) รวมถึงตามอ่าวต่างๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เรือส่วนใหญ่ยังไม่มีถังเก็บกักของเสียจากห้องส้วม สิ่งปฏิกูลถูกปล่อยถ่ายเทลงสู่แนวปะการังโดยตรง ก่อให้เกิดไซยาโนแบ็คทีเรีย (สาหร่ายสีม่วงแกมน้ำเงิน) ขึ้นคลุมแนวปะการัง สาหร่ายเหล่านั้นก่อให้เกิดโรคกับปะการัง (coral disease) และยังเป็นตัวยับยั้งการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังอีกด้วย

4. การทิ้งขยะลงทะเล : ขยะที่เป็นปัญหาใหญ่ต่อแนวปะการังคือ เศษอวน เกือบทุกท้องที่มักพบเศษอวนปกคลุมอยู่บนปะการัง อวนที่พบมีหลายประเภทและหลายขนาด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเป็นปัญหาทั้งสิ้น อวนที่ปกคลุมปะการังจะทำให้ปะการังตายไป เพราะปะการังไม่สามารถรับแสงแดดได้ และสาหร่ายที่มีลักษณะเหมือนตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุมอวนอีกทีหนึ่ง สาหร่ายเหล่านั้นจับตะกอนในมวลน้ำไว้ ทำให้ปะการังตายเร็วขึ้น แหล่งที่มาของเศษอวนเกิดขึ้นได้หลายทาง เช่น 1) อาจเกิดจากชาวประมงซ่อมอวนและตัดเศษอวนที่ไม่ใช้ทิ้งลงทะเล 2) ชาวประมงวางอวนถ่วงตามแนวปะการัง เมื่ออวนขาด และพันกับปะการัง ก็ไม่ได้เก็บขึ้นมา 3) อวนจากเรืออวนล้อมหรือเรืออวนลากขาด ถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำ และตกค้างบนแนวปะการัง 4) การลากอวนใกล้ชายฝั่งตามเกาะต่างๆ อาจทำให้อวนติดพันตามกองหิน ทำให้อวนขาด และตกค้างอยู่ในแนวปะการัง อนึ่ง การลากอวนบนแนวปะการัง ตามที่มีการกล่าวถึงกันเสมอนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะชาวประมงไม่เสี่ยงที่จะให้อวนติดพันกับปะการังซึ่งจะทำให้อวนเสียหายด้วย อีกประการหนึ่งปลาส่วนใหญ่ที่พบในแนวปะการังไม่ใช่ฝูงปลาเศรษฐกิจที่ใช้บริโภค ส่วนใหญ่เป็นปลาสวยงาม ส่วนปลาเศรษฐกิจที่พบ เช่นปลากะรัง ปลาสร้อยนกเขา ฯลฯ มักหลบอยู่ตามซอกปะการัง และไม่ได้อยู่แบบรวมฝูง ส่วนที่มีการกล่าวกันว่าลากอวนในแนวปะการังนั้น แท้ที่จริง น่าจะเป็นพื้นทรายที่มีกองหินปะปนอยู่ซึ่งบางแห่งอาจมีปะการังขึ้นคลุมหินอยู่อย่างประปราย

5. การลักลอบเก็บปะการังและจับปลาสวยงามเพื่อการค้า : ยังพบว่ามีการกระทำผิดในกรณีนี้อยู่โดยเฉพาะแถบจังหวัดภูเก็ต

6. การลักลอบรื้อปะการัง : ที่อยู่ติดหาดออกไปเพื่อให้เป็นพื้นทรายสำหรับนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ หรือขุดลอกแนวปะการังให้เป็นร่องน้ำเพื่อให้เรือขนาดเล็กสามารถวิ่งเข้าเทียบชายหาดได้ เช่น บริเวณเกาะสมุย

7. การท่องเที่ยวในแนวปะการัง : ผลเสียหายที่เกิดจากนักท่องเที่ยวประเภทดำที่ผิวน้ำ (skin diving) ยืนเหยียบปะการัง จนแตกหักเสียหาย เห็นได้ชัดกว่าที่เกิดจากนักท่องเที่ยวที่ดำน้ำลึก (scuba diving) ส่วนการทิ้งสมอลงในแนวปะการังนั้น ปัจจุบันพบน้อยลง แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ที่มีทุ่นไม่พอเพียง (เช่น หมู่เกาะพีพี) การให้อาหารปลาก็ยังเป็นสิ่งที่ทัวร์ดำน้ำทั่วไปยังกระทำอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเกิดการเสียสมดุลในระบบนิเวศ เนื่องจากปลาหลายชนิดกินสาหร่ายเป็นอาหาร (เช่น ปลานกแก้ว ปลาสลิดหินลายบั้งเขียวเหลือง) แต่ปลาเหล่านี้ถูกล่อให้กินขนมปัง ทำให้สาหร่ายเพิ่มปริมาณมากขึ้นคลุมปะการัง ทำให้ตัวอ่อนปะการังลงเกาะพื้นไม่ได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ว่าง การฟื้นตัวของแนวปะการังจะเกิดขึ้นได้ยาก ควรแก้ปัญหาโดยสนับสนุนและรณรงค์ให้มีการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง (ดังเช่น โครงการ Green Fins ที่ดำเนินการโดย ทช.)

8. การเดินเหยียบย่ำ : พลิกปะการัง เพื่อรื้อหาหอย หมึกยักษ์ ปลิงทะเล ฯลฯ พบเห็นได้ทั่วไปตามแนวปะการังที่มีชาวประมงอาศัยอยู่ในละแวกนั้น

9. การเกิดรั่วไหล : ของน้ำมันลงทะเลและการชะล้างน้ำมันจากเรือประมง เรือท่องเที่ยว เรือหางยาวลงสู่ทะเล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายแห่ง แต่ยังไม่มีรายงานผลกระทบที่เกิดเป็นบริเวณกว้าง

ข้อมูล : นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ
วันที่ : 5 ตุลาคม 2559

Error. Page cannot be displayed. Please contact your service provider for more details. (16)