แนวทางการฟื้นฟูแนวปะการัง

แนวทางการฟื้นฟูแนวปะการัง จากการวิจัยทางด้านปะการังในหลายพื้นที่ พบว่าแนวปะการังที่เสียหายจากภัยทางธรรมชาติ (เช่นปะการังฟอกขาว) สามารถฟื้นตัวเองได้ตามธรรมชาติได้ โดยมีอัตราการฟื้นตัวตามธรรมชาติประมาณ 1 – 11% ต่อปี (ค่าปกคลุมของปะการังที่มีชีวิตเพิ่มขึ้น 1 – 11% ต่อปี) หรือเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ทั้งนี้ต้องมีปัจจัยสนับสนุนคือ คุณภาพน้ำต้องดี และต้องไม่มีผลกระทบเพิ่มเติมจากมนุษย์ หากสามารถควบคุมปัจจัยคุกคามได้ และไม่เกิดภัยตามธรรมชาติ (เช่น ปะการังฟอกขาว และพายุพัดทำลาย) อาจจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 8 ปี แนวปะการังถึงจะอยู่ในระดับที่สมบูรณ์ได้ (โดยประมาณว่ามีค่าปกคลุมของปะการังที่มีชีวิตในภาพรวม 60% ขึ้นไป)

ข้อเสนอแนะที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อจัดการให้แนวปะการังสามารถฟื้นตัวได้ตามธรรมชาติ ดังนี้
1. ใช้มาตรการควบคุมอย่างจริงจัง ให้มีการท่องเที่ยวทางทะเลในแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยมีการอบรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามกฎกติกา ทั้งนี้สามารถนำแนวทางของ Green Fins ที่กรมทรัพยากรทางทะเลดำเนินการอยู่

2. นำมาตรฐานการดำน้ำมาควบคุมอย่างจริงจัง เช่น ในแหล่งดำน้ำลึกที่มีความเปราะบาง เช่นตามกองหินที่เป็นแหล่งกัลปังหา ไม่อนุญาตให้นักดำน้ำที่มีประสบการณ์น้อยลงดำน้ำ


3. ติดตั้งทุ่นผูกเรือให้เพียงพอ และห้ามการทิ้งสมอเรือในแนวปะการังอย่างเด็ดขาด


4. สำหรับและเก็บขยะใต้น้ำเป็นประจำ เพื่อให้ปะการังฟื้นตัวได้ตามปกติ


5. มีการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน แหล่งชมปะการังน้ำตื้น (snorkeling) ต้องกำหนดจุดที่แน่นอน และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวยืนเหยียบไม่ถึงพื้น


6. การเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ สิ่งที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ ควรดำเนินการทันทีที่พบเห็นการแตกหักของปะการังคือ “การซ่อมปะการัง” ซึ่งสามารถเรียนรู้วิธีการโดยการอบรมกับนักวิชาการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


7. ในอนาคตต้องปรับปรุงมาตรฐานของเรือนำเที่ยว ให้เรือที่เข้ามาในเขตอุทยานฯ ต้องเป็นเรือที่มีถังเก็บกักของเสียจากห้องส้วม ห้ามปล่อยของเสียลงในเขตพื้นที่อุทยานฯอย่างเป็ดขาดเนื่องจากน้ำเสียจากห้องส้วมก่อให้เกิดโรคกับปะการัง


8. พัฒนาเกาะในเขตอุทยานฯให้เป็นเกาะที่ปลอดขยะขยะต้องนำกลับสู่ฝั่งบนแผ่นดินใหญ่ ห้ามนำไปทิ้งกลางทะเลโดยเด็ดขาด


9. จัดการแหล่งน้ำขังบนผิวดิน โดยลดการปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำ (ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่) และใช้พืชน้ำตามธรรมชาติบนเกาะช่วยดูดซับธาตุอาหารและของเสีย


10. สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่น ดำเนินงานวิจัยร่วมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัย สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ต้องอำนวยความสะดวกอย่างจริงจัง

ข้อมูล : นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ
วันที่ : 5 ตุลาคม 2559

Error. Page cannot be displayed. Please contact your service provider for more details. (8)